XAULearn

คลังความรู้ · งานวิจัยวิชาการ

อัลฟ่าของกลยุทธ์ตามแนวโน้ม อาจไม่ได้มาจากแนวโน้ม แต่มาจากการปรับขนาดตามความผันผวน

งานวิจัยในวารสาร Journal of Financial Markets ตรวจสอบผลงานคลาสสิกเรื่อง time series momentum แล้วพบว่า อัลฟ่าส่วนใหญ่ถูกขับด้วยการปรับผลตอบแทนตามความผันผวน ไม่ใช่ด้วยสัญญาณแนวโน้ม เมื่อถอดการปรับขนาดออก กลยุทธ์ตามแนวโน้มกับการถือยาวให้ผลสะสมใกล้เคียงกันและอัลฟ่าไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ — นี่คือคำถามที่ระบบเทรนด์ของเราต้องตอบให้ได้

เรียบเรียงจากวิดีโอต้นทาง · ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ระดับ สูง เผยแพร่ 2 มิถุนายน 2559 ต้นฉบับภาษาอังกฤษ

งานวิจัยต้นทาง

“Time Series Momentum and Volatility Scaling”

โดย Abby Kim · Yiuman Tse · John K. Wald — University of Missouri–St. Louis · University of Texas at San Antonio

Journal of Financial Markets ผ่าน peer review

หน้านี้เป็นบทสรุปและบทวิเคราะห์เป็นภาษาไทยโดย XAULearn ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำตัวงานวิจัย เราไม่ได้โฮสต์ไฟล์เอกสารและไม่ได้ตรวจสอบตัวเลขซ้ำ ลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและสำนักพิมพ์ โปรดอ่านฉบับเต็มจากต้นทาง เปิดหน้างานวิจัยที่ SSRN →

สรุป 5 ข้อ

  1. บริบท: งานคลาสสิกปี 2012 แสดงว่ากลยุทธ์ time series momentum ให้อัลฟ่าที่สูงและมีนัยสำคัญ บนพอร์ตฟิวเจอร์สกระจายความเสี่ยงระดับนานาชาติ
  2. ข้อค้นพบของงานนี้: ผลดังกล่าว ถูกขับด้วยการปรับผลตอบแทนตามความผันผวน (แนวคิดแบบ risk parity) เป็นหลัก ไม่ใช่ด้วยตัวสัญญาณโมเมนตัมเอง
  3. เมื่อไม่ปรับขนาดตามความผันผวน กลยุทธ์ตามแนวโน้มกับการถือยาวให้ผลตอบแทนสะสมใกล้เคียงกัน และอัลฟ่าของทั้งสองไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ — เป็นแบบนี้ในเกือบทุกกลุ่มสินทรัพย์และในพอร์ตรวม
  4. คำถามที่ตามมาสำหรับระบบของเราเอง: DeskTrend เป็นระบบตามแนวโน้ม ฝั่งซื้ออย่างเดียว ปรับขนาดตามความผันผวน บนทองคำที่ขึ้นแรงในช่วงที่ทดสอบ — ทั้งสามอย่างนี้คือส่วนผสมที่เปเปอร์บอกว่าอาจทำให้เข้าใจผิดว่าสัญญาณดี
  5. สิ่งที่ต้องทำคือการแยกส่วน — เทียบระบบเต็มกับการถือยาวที่ปรับขนาดด้วยสูตรเดียวกัน ถ้าช่องว่างเล็ก แปลว่าตัวสัญญาณไม่ได้ทำงาน และสิ่งที่เราสร้างจริงๆ คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่เครื่องมือหาสัญญาณ

นี่คือเปเปอร์ที่เราลังเลจะใส่ในคลัง เพราะมันตั้งคำถามกับระบบที่เราภูมิใจที่สุด — แต่นั่นเองคือเหตุผลที่มันต้องอยู่ที่นี่ เว็บนี้ตั้งอยู่บนหลักว่าความล้มเหลวคือเนื้อหาที่ดีที่สุด และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบก็ควรถูกเขียนไว้ให้เห็น ไม่ใช่ซ่อน

เปเปอร์นี้ตีพิมพ์ในวารสารที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นงานประเภทที่มีค่าที่สุดในวงการวิจัย คือ งานที่ไปตรวจสอบข้อค้นพบที่คนเชื่อกันไปแล้ว

1. ฉากหลัง

ปี 2012 มีงานวิจัยที่โด่งดังมากชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่า time series momentum — การเข้าซื้อสิ่งที่เพิ่งขึ้นและขายสิ่งที่เพิ่งลง โดยดูเฉพาะประวัติของสินทรัพย์ตัวนั้นเอง — ให้อัลฟ่าที่สูงและมีนัยสำคัญทางสถิติ บนพอร์ตฟิวเจอร์สที่กระจายความเสี่ยงระดับนานาชาติ

งานชิ้นนั้นกลายเป็นรากฐานทางวิชาการของอุตสาหกรรมกองทุนตามแนวโน้มทั้งอุตสาหกรรม และเป็นเหตุผลที่ระบบตามแนวโน้มถูกมองว่ามีหลักฐานรองรับ

2. ข้อค้นพบของเปเปอร์นี้

ผู้เขียนกลับไปตรวจสอบใหม่ และพบว่า

ผลลัพธ์ของงานปี 2012 ถูกขับด้วยการปรับผลตอบแทนตามความผันผวนเป็นหลัก มากกว่าจะถูกขับด้วยตัว time series momentum เอง

การปรับผลตอบแทนตามความผันผวนคือแนวคิดเดียวกับที่เรียกกันว่า risk parity — ให้แต่ละสินทรัพย์และแต่ละช่วงเวลามีส่วนร่วมในความเสี่ยงของพอร์ตเท่ากัน โดยลดขนาดเมื่อความผันผวนสูงและเพิ่มขนาดเมื่อความผันผวนต่ำ

และเมื่อ ถอดการปรับขนาดตามความผันผวนออก

  • กลยุทธ์ตามแนวโน้มกับการถือยาวให้ผลตอบแทนสะสมใกล้เคียงกัน
  • อัลฟ่าของทั้งสองไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความคล้ายกันนี้เกิดขึ้นในเกือบทุกกลุ่มสินทรัพย์ และในพอร์ตฟิวเจอร์สรวมด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่าโมเมนตัมแบบเปรียบเทียบข้ามสินทรัพย์ให้อัลฟ่าสูงกว่าโมเมนตัมตามอนุกรมเวลาที่ไม่ปรับขนาด และใกล้เคียงกันเมื่อปรับขนาดแล้ว

3. ทำไม — และทำไมมันถึงหลอกคนได้ง่าย

กลไกที่ทำให้การปรับขนาดตามความผันผวนสร้างผลลัพธ์ที่ดูดี ไม่ได้ลึกลับเลย

ตลาดการเงินมีการเกาะกลุ่มของความผันผวน คือช่วงที่ผันผวนสูงมักตามด้วยช่วงที่ผันผวนสูง และช่วงสงบมักตามด้วยช่วงสงบ ทำให้ความผันผวนคาดการณ์ได้ดีกว่าผลตอบแทนมาก และในตลาดส่วนใหญ่ ช่วงที่ผันผวนสูงมักเป็นช่วงที่ผลตอบแทนแย่

การลดขนาดอัตโนมัติเมื่อความผันผวนสูงจึงเท่ากับ ถอนตัวออกจากช่วงที่แย่โดยไม่ต้องทำนายอะไรเลย ผลคือเส้นทุนเรียบขึ้น drawdown ลดลง และตัวชี้วัดที่หารด้วยความเสี่ยงอย่าง Sharpe ดีขึ้นตามนิยาม

และนี่คือจุดที่หลอกได้ง่าย เพราะเมื่อคุณสร้างระบบที่มีทั้งสัญญาณและการปรับขนาด แล้วผลออกมาดี คุณไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ระบบไม่ได้บอกคุณ ต้องแยกส่วนเอง

4. อ่านอย่างระแวง

4.1 นี่ไม่ได้แปลว่ากลยุทธ์ตามแนวโน้มไร้ค่า เปเปอร์บอกว่าอัลฟ่าส่วนเกินจากการถือยาวไม่มีนัยสำคัญเมื่อไม่ปรับขนาด ไม่ได้บอกว่ากลยุทธ์ขาดทุน และไม่ได้บอกว่าการปรับขนาดตามความผันผวนเป็นเรื่องหลอกลวง — การปรับขนาดคือของจริงที่ใช้งานได้ เพียงแต่เครดิตควรไปอยู่ที่ถูกที่

4.2 ทดสอบบนพอร์ตฟิวเจอร์สกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่บนทองตัวเดียว ข้อสรุปอาจไม่โอนมาที่สินทรัพย์เดี่ยวโดยตรง แต่ก็ไม่มีเหตุผลจะคิดว่าทองจะรอดจากคำถามนี้

4.3 การถือยาวเป็นเกณฑ์เทียบที่เข้มงวดมากในตลาดขาขึ้น ทองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาขึ้นแรง การเทียบกับการถือยาวจึงเป็นการตั้งมาตรฐานที่สูง — แต่ก็เป็นมาตรฐานที่ถูกต้อง เพราะการถือยาวคือสิ่งที่ผู้อ่านทำได้ฟรีโดยไม่ต้องมีระบบ

5. สิ่งที่ระบบของเราต้องตอบ

DeskTrend มีส่วนประกอบสามอย่างที่ตรงกับคำเตือนของเปเปอร์นี้พอดี

  1. เป็นระบบตามแนวโน้ม — คือสิ่งที่ถูกตั้งคำถาม
  2. ปรับขนาดตามความผันผวน — คือสิ่งที่เปเปอร์บอกว่าอาจเป็นตัวสร้างผลจริง
  3. ฝั่งซื้ออย่างเดียวบนทองในช่วงที่ทองขึ้นแรง — คือสภาพที่ทำให้การถือยาวเป็นคู่เทียบที่แข็งเป็นพิเศษ

และรายงานของเราเองก็บันทึกไว้แล้วว่า กำไรสุทธิราว 94% มาจากช่วงปี 2023–25 และเทรดใหญ่สิบรายการคิดเป็นราว 142% ของกำไรสุทธิ สองข้อเท็จจริงนี้เข้ากันได้ดีกับสมมติฐานที่ว่า “ระบบจับคลื่นใหญ่ของทองได้ และการปรับขนาดช่วยไม่ให้เจ็บระหว่างทาง” — ซึ่งไม่เหมือนกับ “สัญญาณของเราหาจังหวะเข้าออกได้ดี”

การทดสอบที่ต้องทำ

เปเปอร์นี้ให้แผนที่มาแล้ว ทำได้ด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่แล้วทั้งหมด

เทียบอะไรตอบคำถามอะไร
ระบบเต็ม กับ ถือยาวที่ปรับขนาดด้วยสูตรความผันผวนตัวเดียวกันสัญญาณเพิ่มค่าเหนือการปรับขนาดหรือไม่
ระบบเต็ม กับ ระบบเดียวกันแต่ขนาดคงที่การปรับขนาดเพิ่มค่าเท่าไร
ถือยาวปรับขนาด กับ ถือยาวขนาดคงที่การปรับขนาดเพียงอย่างเดียวให้อะไรบ้าง

ถ้าช่องว่างในแถวแรกเล็ก ข้อสรุปที่ซื่อสัตย์คือ สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาจริงๆ คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ดี ไม่ใช่เครื่องมือหาสัญญาณ ซึ่งยังมีประโยชน์มาก แต่ต้องเรียกให้ถูกชื่อ และจะเปลี่ยนวิธีที่เราควรใช้มันด้วย

ถ้าช่องว่างใหญ่ สัญญาณก็พิสูจน์ตัวเองได้ และเราจะมีหลักฐานที่หนักแน่นกว่าเดิมมาก เพราะมันผ่านคู่เทียบที่โหดที่สุดแล้ว

ไม่ว่าผลจะออกทางไหน เราได้คำตอบที่ตอนนี้ยังไม่มี และนั่นคุ้มกว่าการเชื่อต่อไปโดยไม่ตรวจ

6. บทเรียนที่กว้างกว่าระบบตัวเดียว

เปเปอร์นี้เพิ่มขั้นตอนหนึ่งเข้าไปในกระบวนการตรวจสอบที่เราใช้อยู่ นอกจากจะถามว่า ระบบนี้ทำกำไรนอกกลุ่มข้อมูลไหม ต้องถามเพิ่มว่า

ส่วนไหนของระบบเป็นคนทำกำไร และถ้าเอาส่วนนั้นไปใช้เดี่ยวๆ จะได้ผลเท่ากันไหม

คำถามนี้ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่มันป้องกัน เพราะระบบที่ซับซ้อนซึ่งกำไรจริงมาจากส่วนประกอบง่ายๆ เพียงชิ้นเดียว คือระบบที่เปราะโดยไม่จำเป็น — ซึ่งวนกลับไปหาประโยคจากบทความแรกของคลังนี้ว่า ความซับซ้อนไม่ได้แปลว่ากำไรมากกว่า แต่แปลว่ามีจุดที่พังได้มากขึ้น

7. ตั้งคำถามกับเปเปอร์นี้ — และคำตอบว่าทำไม

ทำไมการปรับขนาดตามความผันผวนถึงสร้าง Sharpe ได้โดยไม่ต้องทำนายอะไร — เพราะความผันผวนเกาะกลุ่มและคาดได้ ส่วนผลตอบแทนคาดไม่ได้ · การลดขนาดเมื่อผันผวนสูงคือการถอนตัวจากช่วงที่ตัวหารของ Sharpe โต โดยไม่ต้องรู้ว่าตัวเศษจะเป็นอะไร · Sharpe ดีขึ้นตามนิยาม ไม่ใช่ตามความสามารถ

ทำไมระบบที่มีทั้งสัญญาณและการปรับขนาดถึง “ไม่บอกคุณว่าใครทำ” — เพราะผลรวมคือผลคูณของสองอย่าง และผลคูณไม่มีป้ายชื่อ · ทางเดียวคือถอดออกทีละชิ้น: รันสัญญาณเดียวกันด้วยขนาดคงที่ · รันการถือทองด้วยการปรับขนาดเดียวกัน · แล้วเทียบ — ซึ่งคือสิ่งที่เราทำ (หัวข้อ 10)

ทำไมการเทียบกับการถือยาวถึงเป็นเกณฑ์ที่ถูก แม้จะโหดในตลาดขาขึ้น — เพราะการถือยาวคือสิ่งที่ผู้อ่านทำได้ฟรีโดยไม่ต้องมีระบบ ไม่ต้องเฝ้าจอ ไม่ต้องจ่ายค่าตรวจ · ระบบที่ชนะศูนย์แต่แพ้การถือ คือระบบที่ทำให้คนจนลงเทียบกับทางเลือกที่ง่ายกว่า — และนี่คือกฎ “เกณฑ์ต้องเป็นทางเลือกจริง ไม่ใช่ศูนย์” ที่เราตั้งจากหน้านี้

8. ที่มาของเนื้อหา — ใครพูด และมีอะไรจะขาย

ใครเขียนAbby Kim · Yiuman Tse · John Wald — นักวิชาการการเงิน (UTSA) · Journal of Financial Markets (peer review) 2016
ทำอะไรตรวจสอบซ้ำงาน time-series momentum ปี 2012 โดยถอดการปรับขนาดตามความผันผวนออก
ที่ไหนพอร์ตฟิวเจอร์สกระจายความเสี่ยงหลายสินทรัพย์ (ไม่ใช่ทองเดี่ยว)
อย่างไรเปรียบเทียบอัลฟ่าของ TSMOM กับการถือยาว ทั้งแบบปรับและไม่ปรับขนาด
หลักฐานสถิติที่ผ่าน peer review · งานประเภท “ตรวจสอบสิ่งที่คนเชื่อแล้ว” ซึ่งมีค่าที่สุด
แรงจูงใจวิชาการ · ไม่มีอะไรขาย

9. ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร — ถอดเหตุการณ์ในตลาดจากบทเรียนนี้

เปเปอร์นี้ถอดกลยุทธ์ออกเป็นชิ้น แล้วถามว่าใครในระบบเป็นคนหาเงิน — และคำตอบคือตัวละครที่ไม่มีใครนึกถึง

ใครทำอะไร — และถูกบังคับด้วยอะไรที่ไหนอย่างไร (กลไก)
สัญญาณตามเทรนด์เลือกว่าจะอยู่ในตลาดตอนไหนจุดเข้า/ออกถูกให้เครดิตมาตลอด — แต่เมื่อถอดออกมาวัด มันไม่เพิ่มอัลฟ่าเหนือการถือ
การปรับขนาดตามความผันผวนลดขนาดเมื่อผันผวนสูง เพิ่มเมื่อต่ำ โดยไม่ต้องทำนายอะไรเลยทุกไม้ความผันผวนเกาะกลุ่มและคาดได้ ส่วนผลตอบแทนคาดไม่ได้ → ถอนตัวจากช่วงที่ตัวหารของ Sharpe โต = Sharpe ดีขึ้นตามนิยาม
ผู้จัดการที่มีข้อบังคับ vol-targetต้องรักษาความเสี่ยงพอร์ตให้คงที่ตามสัญญากับลูกค้ากองทุน CTA ทั่วโลกเขาซื้อ/ขายเพราะความผันผวนเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะมีมุมมอง — แรงที่คาดเดาได้และไม่เกี่ยวกับราคา
การถือยาว (เกณฑ์เทียบที่ถูก)ไม่ทำอะไรเลย—เป็นสิ่งที่ผู้อ่านทำได้ฟรี · ระบบที่ชนะศูนย์แต่แพ้การถือ ทำให้เจ้าของจนลง

อ่านเป็นประโยคเดียว — ผลรวมคือผลคูณของสัญญาณกับการปรับขนาด และผลคูณไม่มีป้ายชื่อ · ทางเดียวที่รู้ว่าใครทำงานคือถอดออกทีละชิ้น

แล้วบนทองคำ — เราถอดแล้ว

ผู้เข้าแข่งขัน (2013–2026 · ทุน 2,000$)CAGRSharpe
DeskTrend (สัญญาณ + Chandelier + vol-sizing) จ่ายค่าถือ2.47%0.14
DeskTrend ไม่มีค่าถือ (บัญชี swap-free)3.43%0.20
ถือทอง CFD ที่ความเสี่ยงเท่ากัน · จ่ายค่าถือ5.37%0.30
ถือทอง CFD ที่ความเสี่ยงเท่ากัน · ไม่มีค่าถือ ⚠7.80%0.46
ถือทอง ETF7.01%0.44
  • ระบบแพ้การถือทุกตัวชี้วัด แม้ swap = 0 (รายละเอียด) — ตรงกับข้อสรุปของเปเปอร์
  • ชิ้นที่ทำงานจริงคือการปรับขนาด (ยก return/DD ของการถือทอง 1.35 → 1.95) · ส่วนสัญญาณอยู่ในตลาด 21.5% เก็บการเคลื่อนไหว 73% แต่วิธีเข้ากินไป 62% ของสิ่งที่การเลือกจังหวะหามาได้
  • ⚠ และ Quan บน XAUUSD tick เพิ่มอีกชั้น: การปรับขนาดตามระบอบ ไม่ดีกว่าการเสี่ยงคงที่ — คู่เทียบที่เข้มกว่าที่เราใช้
  • กับดักที่เราเจอเอง: ใน ScalperVBubble ขนาดผกผันกับระยะจุดหยุด ให้น้ำหนักไม้ที่จุดหยุดแคบมากที่สุด ซึ่งคือไม้ที่ต้นทุนกินมากที่สุด — การปรับขนาดที่ผิดทิศทำร้ายได้เท่ากับที่ถูกทิศช่วย

10. การวิเคราะห์ — คำถามในหัวข้อ 5 ตอบแล้ว

DeskTrend — สัญญาณหรือการคุมความเสี่ยงกันแน่ที่ทำเงิน ทำสิ่งที่เปเปอร์นี้สั่งพอดี: ถอดชิ้นส่วนออกทีละชิ้น

ผู้เข้าแข่งขัน (2013–2026 · 13.7 ปี · ทุน 2,000$)CAGRSharpeCalmar
DeskTrend (สัญญาณ + Chandelier + vol-sizing) จ่ายค่าถือ2.47%0.140.07
DeskTrend ไม่มีค่าถือ (บัญชี swap-free)3.43%0.200.11
ถือทอง CFD ที่ความเสี่ยงเท่ากัน · จ่ายค่าถือ5.37%0.300.13
ถือทอง CFD ที่ความเสี่ยงเท่ากัน · ไม่มีค่าถือ ⚠7.80%0.460.20
ถือทอง ETF7.01%0.440.18

อ่านตารางให้ตรงฉากทัศน์ — เทียบระบบกับการถือในฉากทัศน์ค่าถือเดียวกันเท่านั้น: จ่ายค่าถือทั้งคู่ 0.14 เทียบ 0.30 · ไม่มีค่าถือทั้งคู่ 0.20 เทียบ 0.46 · ⚠ แถว “ไม่มีค่าถือ” ของการถือเป็นฉากทัศน์สมมติ เพราะการถือ CFD ข้ามคืนตลอดเวลาคือพฤติกรรมที่ทำให้เสียสถานะ swap-free

  • ระบบแพ้การถือทองที่ความเสี่ยงเท่ากันทุกตัวชี้วัด แม้ไม่มีค่าถือ · สัญญาณตามเทรนด์ของเราไม่ได้เพิ่มอัลฟ่าเหนือการถือ — ตรงกับข้อสรุปของเปเปอร์
  • การปรับขนาดตามความผันผวนคือชิ้นที่ทำงานจริง: ยกผลตอบแทน/DD ของการถือทองจาก 1.35 เป็น 1.95 · เครดิตไปอยู่ที่ถูกที่ตามที่เปเปอร์บอก
  • สิ่งที่สัญญาณทำได้จริง: อยู่ในตลาด 21.5% ของเวลา เก็บการเคลื่อนไหว 73% — เลือกจังหวะได้ แต่วิธีเข้ากินไป 62% ของสิ่งที่การเลือกจังหวะหามาได้ และแก้ด้วย limit ไม่ได้เพราะไม้ที่ไม่ได้ฟิลคือไม้ที่ดี
  • ตระกูล vol-target (F4) ในโปรแกรม EDGE ก็ไม่ผ่านเช่นกัน — การปรับขนาดช่วย Sharpe แต่ไม่สร้างขอบเหนือการถือ

11. นำไปใช้กับ XAUUSD

  • ทุกระบบต้องเทียบกับ “ถือทองที่ σ เท่ากัน” ก่อนพูดว่ามีขอบ — เป็นเกณฑ์ประจำของเราแล้ว
  • ถ้าจะใช้การปรับขนาดตามความผันผวน ใช้กับการถือทองได้เลย ไม่ต้องมีสัญญาณ — และระวังกับดักที่เราเจอใน ScalperVBubble: ขนาดผกผันกับระยะ SL ให้น้ำหนักไม้จุดหยุดแคบมากที่สุด ซึ่งคือไม้ที่ต้นทุนกินมากที่สุด
  • คำถามที่หน้านี้ทิ้งไว้ตอบครบแล้ว: DeskTrend ถูกปลดจาก “ระบบเดียวที่รอด” เป็น “ไม่คุ้มความเสี่ยง” เมื่อ 10 ก.ย. 2026

12. สรุป

เปเปอร์ที่เราลังเลจะใส่ กลายเป็นเปเปอร์ที่เปลี่ยนคำตัดสินของระบบที่เราภูมิใจที่สุด · เมื่อถอดชิ้นส่วนตามที่มันสั่ง สัญญาณตามเทรนด์ของเราไม่ได้เพิ่มอะไรเหนือการถือทองที่ปรับขนาด — และนั่นคือเนื้อหาที่ดีที่สุดที่เว็บนี้มี ตามหลักที่เขียนไว้ตอนต้นหน้า

หัวข้อในคลิป

time series momentumvolatility scalingrisk parityการแยกที่มาของผลตอบแทนการถือยาวเป็นเกณฑ์เทียบอัลฟ่า